2006/Dec/17

คำจำกัดความ คือ การทำบุญในคราวที่ขึ้นบ้านใหม่ หรือย้ายไปอยู่ที่ใหม่
ประวัติย่อ ทำสืบ ๆ กันมาจนเป็นประเพณีนิยม
สิ่งของที่ใช้ในพิธี
ก. เครื่องพิธีสงฆ์ (ดูข้างต้น)
ข. เครื่องเจิม
ค. ทรายเสก
ทำเพื่อ บำรุงขวัญและเป็นสวัสดิมงคล
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพิธี
- ผู้ทำพิธีคือ พระสงฆ์ จำนวน ๖, ๗, ๙, รูป ตามความเหมาะสม
- เจ้าภาพคือ เจ้าของอาคารหรือผู้แทน
- ผู้เข้าพิธีคือ เจ้าภาพ แขกผู้รับเชิญ และพิธีกร
- พิธีกรคือ ผู้รู้พิธีนี้
- ผู้ควรรับเชิญคือ ญาติมิตร บุคคลที่คุ้นเคย เพื่อนบ้านใกล้เคียง
กาลที่ควรจัดทำ ตามฤกษ์หรือโอกาสที่เจ้าภาพกำหนดขึ้น
สถานที่จัดทำ บ้านที่สร้างใหม่ หรือย้ายไปอยู่ใหม่
วิธีทำ
ก.
ขั้นเตรียมการ
(๑) เตรียมหาฤกษ์ หรือกำหนดกะวันเวลาไว้, นิมนต์พระสงฆ์, เชิญพิธีกร
(๒) เตรียมสิ่งของที่จะใช้ในพิธีให้พร้อม
(๓) วงด้ายสายสิญจน์จากพระพุทธรูป (เวียนประทักษิณ) ไปรอบอาคารหรือรั้วบ้าน
(๔) เตรียมเครื่องไทยธรรม
ข.
ขั้นปฏิบัติการ
(๑) เจ้าภาพจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย
(๒) พิธีกร อาราธนาศีล, พระสงฆ์ให้ศีล
(๓) พิธีกรอาราธนาปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
(๔) เจ้าภาพหรือผู้แทนถวายภัตตาหารเช้า หรือเพลตามโอกาสที่จัดทำ
(๕) เจ้าภาพหรือผู้แทนถวายเครื่องไทยธรรม
(๖) พระสงฆ์อนุโมทนา
(๗) เจ้าภาพกรวดน้ำและรับพรตามลำดับ
(๘) นิมนต์พระสงฆ์รูปเป็นประธาน ฯ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ (พระสงฆ์นอกนั้นเจริญชัยมงคลคาถาชยันโต...) เจิมประตูบ้าน ประตูเรือน ประตูห้องนอน ตามฤกษ์ที่กำหนด หรือความประสงค์ของเจ้าภาพ และโปรยทรายเสกรอบบริเวณบ้าน (บ้านที่สร้างใหม่) ถ้าเป็นบ้านเก่าเคยโปรยทรายแล้วไม่ต้องโปรยซ้ำ
(๙) บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ (ถ้ามีเครื่องบรรเลง) เป็นเสร็จพิธี

หมายเหตุ
ในกรณีเปิดอาคารหรือป้าย ให้เตรียมป้าย, แพรคลุมป้าย, กรรไกรสำหรับตัดหรือเชือกสำหรับชัก

2006/Dec/17

ก่อนพุทธกาล
พิธีแต่งงาน เป็นประเพณีที่นิยม ทำกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในครั้งโน้น พราหมณ์จะเป็นผู้มีหน้าที่ ทำพิธีโดยตลอด ตั้งแต่การเลือกหาหญิงผู้ที่จะเป็นเจ้าสาว ตลอดจนทำพิธีมอบเจ้าสาวให้แก่เจ้าบ่าว ดังเช่น พระเจ้าสีหหนุ กษัตริย์เมือง กบิลพัสดุ์ จะทำพิธีสมรสให้แก่สิริสุทโธทนะราชโอรส ก็ได้ให้พราหมณ์ ๘ คนไปหาหญิงที่มีลักษณะเลอเลิศมาเป็นคู่ครอง พราหมณ์ ๘ คนได้ไปค้นหาจนกระทั่ง พบกับพระนางสิริมหามายา ราชธิดาของพระเจ้าชนาธิปะ กษัตริย์เมืองเทวทหะ ซึ่งกำลังประกาสอยู่ในสวน พราหมณ์ ๘ คนได้เอาพวงมาลัยสวมคอของพระนาง เป็นเครื่องหมายว่า ได้มีผู้หมายมั่นในตัวของพระนางแล้ว และพราหมณ์ทั้ง ๘ คนได้เข้าเผาพระราชบิดาของพระนาง ทูลความประสงค์ของตนให้ทรงทราบ พระจ้าชนาธิปะทรงพอพระทัย ยอมยกพระราชธิดาให้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดพิธีมงคลสมรสขึ้นในสวนลุมพินี ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ โดยปลูกมณฑปขึ้นที่สวนนั้น พระเจ้าสีหหนุจูงพระหัตถ์ของสิริสุทโธทนะราชกุมารเข้าสู่มณฑป นางสุชาดาจูงพระหัตถ์พระนางสิริมหามายาเข้าสู่มณฑป ทั้งสองฝ่ายจับ พระหัตถ์ซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันพราหมณ์ก็สวดพระเวท และเป่าสังข์ไปจนเสร็จพิธี พระเจ้าสิริสุทโธทนะ กับพระนางสิริมหามายานี้คือ พระราชบิดาและพระราชมารดา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมัยพุทธกาล
ในสมัยนี้พิธีแต่งงานยังคงมีอยู่ เนื่องจากพุทธศาสนายังไม่แพร่หลาย จึงต้องอาศัยพราหมณ์ เป็นผู้ดำเนินการเช่นเดิม ลักษณะการดำเนินการเป็นเช่นเดียวกันกับสมัยก่อนพุทธกาล คือ พราหมณ์ ๘ คนจะออกเสาะหาหญิงสาวที่มีคุณสมบัติ "เบญจกัลยาณี" เมื่อพบแล้ว พราหมณ์ก็จะใช้มาลัยคล้องคอ เพื่อแสดงว่าหญิงผู้นี้ได้ถูกหมายหมั้นไว้แล้ว หลังจากนั้นจะเข้าพบผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เพื่อทำการพูดคุยสู่ขอ และดำเนินการจนเสร็จพิธีต่อไป

พิธีแต่งงานตามประเพณีไทยในปัจจุบัน
พิธีสู่ขอ
เมื่อบิดามารดาเห็นว่า บุตรชายของตนได้บวชเรียนแล้ว สมควรจะแต่งงาน ก็จะมองหาหญิงสาว มาเป็นลูกสะใภ้ แต่ปัจจุบันผู้ชาย จะเป็นฝ่ายหาเจ้าสาวเสียเองเป็นส่วนมาก เมื่อได้ที่ถูกใจแล้วก็จะให้ผู้ใหญ่ ที่มีอาวุโสเป็นเถ้าแก่ไปพูดจาทาบทาม กับบิดามารดาฝ่ายหญิงเป็นการส่วนตัวก่อน เพื่อดูท่าทีว่าจะยอมยกให้หรือไม่ ฝ่ายบิดามารดาหญิงถึงจะเต็มใจยกให้ ก็มักต้องขอวันเดือนปีผู้ชายมาให้โหร หมอดู หรือพระตรวจดูดวงชะตาเสียก่อน ซึ่งนับเป็นอุบายที่ดีอย่างหนึ่ง คือ ถ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวฝ่ายชาย ก็สามารถที่จะนำมาเป็นข้ออ้างได้ว่า ชะตาไม่ต้องกัน ถ้าแต่งงานก็จะเกิดเพทภัยอันตรายต่าง ๆ นานา แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายรักชอบพอกัน ก็ไม่ต้องขอวันเดือนปี แต่จะเรียก "สินสอดทองหมั้น" แทน

พิธีหมั้น
ในขั้นตอนนี้เถ้าแก่ทั้งสองฝ่าย จะทำการพูดจาตกลงสัญญา กำหนดทุนสินสอด และหอขันหมาก ผ้าไหว้ตามความเหมาะสม ครั้งตกลงเป็นที่เรียบร้อยถึงวันฤกษ์ดี บิดามารดาญาติของฝ่ายชาย ก็ให้เถ้าแก่นำขันหมาก ไปให้บิดามารดาของฝ่ายหญิง ซึ่งก็ต้องหาเถ้าแก่ มาคอยรับขันหมากเช่นกัน
ขั้นหมากหมั้นนั้น มีขันใส่หมากลูกกับพลูใบขันหนึ่ง กับทองคำอันมีน้ำหนัก เท่าที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ยังมีขนมต่าง ๆ ตามแต่จะจัดไปให้ บางครั้งขันหมากหมั้น ก็จะไม่มีถ้าบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายเชื่อถือกันอยู่ เพราะขั้นหมากหมั้นเป็นหลักประกัน เพื่อยืนยันถ้อยคำ ตามสัญญาของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายชายไม่แต่งงานตามสัญญา ขันหมากหมั้นก็จะไม่ได้รับคืน ส่วนฝ่ายหญิงจะถูกเรียกว่า "หม้ายขั้นหมาก" เว้นแต่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายทำผิดสัญญา ทำให้แต่งงานกับฝ่ายชายไม่ได้ ขั้นหมากหมั้นนั้น ต้องคืนให้ฝ่ายชายทั้งหมด
ปลูกเรือนหอ
ภายหลังการหมั้น จะมีการกำหนดวันเดือน ที่จะทำกรมงคลต่อไป ตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาสร้าง "เรือนหอ" ที่เรียกว่าเรือนหอ เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของคู่บ่าวสาว การปลูกเรือนหอนั้นส่วนใหญ่ จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย แต่ปัจจุบันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และข้อตกลงของคู่บ่าวสาว ตามประเพณีโบราณการปลูกเรือนหอ ฝ่ายเจ้าสาวต้องเลี้ยงด ูคนที่มาปลูกสร้างซึ่งฝ่ายชายจัดหามา ส่วนเครื่องเรือนตลอดจนที่นอนหมอนมุ้ง เป็นของฝ่ายหญิงจัดหา

พิธีแต่ง
ก่อนจะถึงฤกษ์แต่งงานวันหนึ่ง เรียกว่า "วันสุกดิบ" ตอนเช้าผู้ปกครองฝ่ายชายขนผ้าไหว้ปละขันหมาก ไปยังบ้านเจ้าสาว ผ้าไหว้นั้นเป็นของกำนัลสำหรับเจ้าบ่าว ให้บิดามารดาของฝ่ายหญิงคนละสำรับ และมีผ้าขาวสำหรับไหว้ผีบิดามารดา หรือผีปู่ย่าตายายอีกสำรับหนึ่ง เมื่อเสร็จการมงคลแล้ว ผู้ปกครองฝ่ายหญิงจะเอาผ่าขาวไหว้ผีนั้น ไปตัดเย็บย้อมเป็นสบงจีวร หรือเย็บเป็นมุ้งถวายพระสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลไปตามเจตนา ขันหมากซึ่งฝ่ายชายต้องจัดหานั้นมี ๒ อย่างเรียก "ขันหมากเอก" อย่างหนึ่ง "ขันหมากเลว" อีกอย่างหนึ่ง
ขันหมากเอก เป็นขันใส่ข้าวสารหมากลูกพลูจีบ ลำดับเรียงรอบปากขัน มีฉัตรระย้าทองอังกฤษปัก เป็นยอดตั้งขันไปบนพานแว่นฟ้า มีตะลุ่มหรือโต๊ะใส่หมากพลูหมูต้มห่อหมกขนมจีบ มีฝาปิดแล้วหุ้มผ้าลายเกี้ยวผ้าไหม อีกชั้นหนึ่งมีอ้อย มะพร้าวอ่อน เหล้าใส่ขัน พานถั่วงาที่หนึ่ง
ขันหมากเลว จะมีมากถึง ๕๐ หรือ ๑๐๐ ที่ ตามแต่จะตกลงกัน มีขนม ส้ม กล้วย ลูกไม้ต่าง ๆ ส่งไปก่อนวันฤกษ์ดีหรือวันสุกดิบ

เวลาเย็น จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ที่เรือนหอ ฝ่ายเจ้าบ่าวแต่งตัวเต็มยศ ไปกับเพื่อนเจ้าบ่าวหลายคน ไปฟังสวดที่เรือนหอ ครั้งพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว บิดามารดาฝ่ายหญิงจึงพาเจ้าสาวออกมา ให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนั่งใกล้กัน มีเถ้าแก่ฝ่ายหญิงนั่งคั่นกลางอยู่คนหนึ่ง ให้พระสังฆนายกสวมมงคลเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเป็นมงคลคู่มีสายสิญจน์ล่ามติดกัน เรียกว่า "มงคลแฝด" ฝ่ายเพื่อนเจ้าบ่าวจะนั่งเรียงต่อจากเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวก็นั่งเรียงต่อจากเจ้าสาว ไปที่หน้าเรือนหอ พระสงฆ์สวด "ชยนโต" พร้อมกัน และพระสังฆนายกก็ซัดน้ำพุทธมนต์ให้ทั่วกัน ต่อจากนั้นคืองานรื่นเริงของทั้งสองฝ่าย มีการชุลมุนเบียดกันไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย จนเมื่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั่งชิดกัน เป็นอันเสร็จพิธีซัดน้ำ คืนนั้นเจ้าบ่าวต้องนอนอยู่ที่หอ มีเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า ขับร้องเรียกว่า "กล่อมหอ" คืนหนึ่ง
รุ่งขึ้นถึงวันฤกษ์ดี เวลาเช้าพระสงฆ์มาพร้อมแล้ว บ่าวสาวจะตักบาตรร่วมกัน ด้วยทัพพีเดียวกัน ตอนจับทัพพีถือว่าใครอยู่บน ก็จะมีอำนาจเหนือผู้ที่จะมีมืออยู่ด้านล่าง เรื่องทัพพีนับว่า เป็นเรื่องที่ถือกันมาโดยเฉพาะในชนบท

ปัจจุบัน การแต่งงานจะมีงานวันฤกษ์ดีวันเดียว เวลาเช้าเลี้ยงพระสงฆ์ถวายไทยธรรมต่าง ๆ ของถวายนั้นทั้งสองฝ่าย จะแบ่งปันกันตามตกลง ครั้นพระสงฆ์ฉันท์เสร็จ บิดามารดาญาติฝ่ายหญิงจัดของคาวสำรับหนึ่ง ของหวานสำรับหนึ่ง ไปให้บิดามารดาญาติฝ่ายชายในตอนเช้า หลังเลี้ยงพระสงฆ์แล้ว สำรับคาวหวานที่จัดไว้นั้นเรียกว่า "ของเลื่อน" ทั้งนี้เพื่อบอกให้รู้ว่า การเลี้ยงพระเสร็จแล้วให้นำขันหมากไปได้ บิดามารดาญาติฝ่ายชายเมื่อได้รับของเลื่อนแล้ว ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็จะให้เถ้าแก่ นำทุนสินผ้าไหว้ขันหมากไปยังบ้านฝ่ายหญิง
พิธีแห่ขันหมาก
การแห่ขันหมาก ฝ่ายชายจะจัดขบวนแห่ไปบ้านฝ่ายหญิง โดยขันหมากเอกนั้นจะให้หญิงรุ่นสาว แต่งตัวยกไปหน้าเตียบ ซึ่งเตียบนั้นผู้ที่ได้ยกจะเป็นหญิงมีตระกูล ที่แต่งงานแล้วยกเป็นคู่ ๆ ต่อจากเตียบก็จะเป็นผ้าไหว้ แล้วจึงเป็นขันหมากเลว ซึ่งยกโดยเด็กผู้ชายเรียงตามลำดับไป

เมื่อถึงบ้านฝ่ายหญิง คนในบ้านก็ต้องจัดผู้ใหญ่นำเด็กแต่งตัว ถือขันพานรองมีหมากพลูลงไปรับ เรียกว่า เชิญขันหมาก ขึ้นมาบนเรือนหอ ซึ่งมีเถ้าแก่ออกมารอรับขันหมาก แล้วเปิดเตียบเป็นคู่ ๆ เถ้าแก่ฝ่ายหญิงก็จะยกเตียบ กับขันใส่เหล้า มะพร้าวอ่อน พานผ้าไหว้ผีไปไว้ในเรือน บิดามารดาฝ่ายหญิง เซ่นบอกปู่ ย่า ตา ยาย ตามประเพณี บางกรณีผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงก็จะเป็นคนจัดหา เตียบเครื่องเซ่นเอง ฝ่ายชายเพียงแต่นำทุนสิน ผ้าไหว้ตามสมควร
หลังการเซ่น เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ก็จะเรียกเอาทุนจากเถ้าแก่ฝ่ายหญิง บิดามารดาฝ่ายหญิงก็จะเอาทุนออกมานับ ตรวจจนครบถ้วนเรียกว่า "สินสมรส" และมักจะให้เงินก้นถุงเพื่อเป็นเคล็ด ให้เกิดความเจริญงอกงาม เถ้าแก่ทั้งสองฝ่ายจะนำเงินมารวมกันแล้วเคล้าด้วยถั่วงาแห้งน้ำมันหอม แล้วมอบให้บิดามารดาฝ่ายหญิง ฝ่ายเจ้าสาวก็จะจัดเลี้ยงเก้าแก่ และผู้ร่วมขบวนขันหมาก พร้อมมอบสิ่งของให้เถ้าแก่กับผู้ยกขันหมากเอก ส่วนผู้ยกขันหมากเลวนั้น จะได้รับแจกเงินที่เรียกว่า ของแถมพก หลังงานเลี้ยงเถ้าแก่ฝ่ายหญิง จะแบ่งขันหมากเลวเป็น ๒ ส่วน คือให้บิดามารดาเจ้าบ่าว สำหรับไปเลี้ยงพวกเจ้าบ่าว อีกส่วนหนึ่งให้ฝ่ายเจ้าสาวเก็บไว้ แล้วเถ้าแก่ฝ่ายชาย ก็จะพากันยกขบวนกลับ

ช่วงบ่ายฝ่ายเจ้าบ่าว ก็จะยกขบวนมาอีกครั้ง ฝ่ายหญิงก็จัดให้เด็กถือพานหมาก มาเชิญเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวก็จะให้บำเหน็จแก่เด็ก แล้วจึงขึ้นเรือนเจ้าสาว ซึ่งจะมีฝ่ายเจ้าสาวถือสร้อยคอทองคำบ้าง แพรสีบ้างยืนกั้นขวางประตูไว้เรียกกันว่า กั้นประตูเงินประตูทอง ถ้ามีถึง ๓ ชั้น จะเรียกว่าประตูแก้ว พวกเจ้าบ่าวที่เรียกว่า "บ่าวนำ" ก็จะให้เงินแก่พวกเจ้าสาวเป็นเหมือนค่าผ่านทาง เพื่อจะไปรับเจ้าสาว ซึ่งกว่าจะผ่านไปจนครบ ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะต้องมีการเตรียมเงินไว้พอควร เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการรับเจ้าสาว เพื่อนเจ้าสาวก็จะยกพานน้ำชา ขนมมาเลี้ยงพวกเจ้าบ่าว เป็นอันจบขั้นตอน

พิธีรดน้ำ
จะจัดให้มีขึ้นในเวลาเย็น พระสงฆ์จะสวดพุทธมนต์ เจ้าบ่าวฟังสวดแต่เพียงผู้เดียว พอสวดจบก็พักรออยู่ ครั้นถึงเวลาผู้ใหญ่ญาติพี่น้อง ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกัน ข้างฝ่ายเจ้าสาวก็จัดที่รดน้ำ มีเตียงปูเสื่อตามสมควร เมื่อเถ้าแก่พาเจ้าสาวออกมานั่งทางซ้าย ท่านผู้ใหญ่ก็จะสวมมงคลคู่ซึ่งพระสงฆ์ ทำไว้ให้สวมศีรษะทั้งสองซึ่งหมอบก้มอยู่ ประธานและบิดามารดาทั้งสองฝ่าย พร้อมกันรดน้ำพระพุทธมนต์ด้วยสังข์ และขันสัมฤทธิ์ ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะรดที่ศีรษะ ผู้น้อยก็จะลดที่มือ พระสงฆ์สวด "ชยนโต" แต่บางแห่งก็ให้ พระสงฆ์กลับวัดเสียก่อนจึงจะรดน้ำ

พระสงฆ์ที่สวดในงานมงคลสมรสนั้น จะนิมนต์พระสงฆ์เป็นคู่ คือ ๘ รูป ๑๐ รูป ๑๒ รูป ๑๔ รูป ฝ่ายชายนิมนต์กึ่งหนึ่งหญิงกึ่งหนึ่ง ครั้นรดน้ำเสร็จเจ้าบ่าวออกมาผลัดผ้านุ่ง มีเงินขอดชายผ้าไว้ตามสมควร ผ้านุ่งที่ผลัดเด็กฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นคนนำไปซัก เงินที่ขอดไว้จะเป็นของเด็ก ถ้าไม่มีเงินเด็กก็สามารถ เก็บผ้านั้นไว้ได้ถือเป็นรางวัล
พิธีไว้ผีปู่ย่าตายาย
หลังพิธีรดน้ำ บิดามารดาให้เชิญเจ้าบ่าวเข้าไปในเรือน บิดามารดาเจ้าสาวจะนำผ้าขาว ๔ ศอกปูลงกลางเรือน ยกเตียบกับขวดเหล้ามะพร้าวอ่อน ผ้าไหว้ผีวางลงบนผ้าขาว เจ้าบ่าวจุดเทียนแฝดคู่หนึ่ง ธูปคู่หนึ่ง แล้วเถ้าแก่นำเจ้าสาวมาไหว้ผีปู่ยาตายายพร้อมเจ้าบ่าว เถ้าแก่ให้เจ้าบ่าวยกมือขวาขึ้นข้างหนึ่ง เจ้าสาวยกมือซ้ายขึ้นข้างหนึ่ง ประนมมือกราบลงพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วเจ้าบ่าวออกมาไหว้ บิดามารดาญาติเจ้าสาว ตามที่ได้จัดผ้าไปนั้นเรียงไปตามลำดับ บิดามารดาญาติฝ่ายหญิงที่รับไหว้ให้พร และให้เงินสิ่งของแก่เจ้าบ่าว แล้วจัดสิ่งของแถมพกเจ้าบ่าวตามสมควร เพื่อนเจ้าบ่าวก็จะพากันกลับไป

ปูที่นอน
ผัวเมียที่สมควรจะเป็นผู้ปูที่นอนนั้น ต้องมีคุณสมบัติเช่น
๑. อยู่เป็นคู่ผัวตัวเมียกันมา ตั้งแต่เป็นหนุ่มสาวจนแก่ด้วยกัน
๒. อยู่เป็นสุขมาด้วยกันมิได้แตกร้าวกัน
๓. มีหลักฐาน และมีบุตรธิดาสืบวงศ์ตระกูล
๔. เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม

ฝ่ายเจ้าสาวก็จะจัดหาเสื่อหมอน ที่นอนม่านมุ้งเครื่องเรือน เข้าไปปูตกแต่งพร้อมแล้ว ก็จะเชิญผู้ใหญ่เข้าไปปูที่นอน เอาฟักเขียวผลหนึ่ง หม้อใหม่ใส่น้ำหม้อหนึ่ง พานถั่วงาที่เหลือจาก เคล้าทุนสินพานหนึ่ง เข้าไปวางข้างที่นอน เป็นวิธีที่ผู้ใหญ่จะให้พรแก่ทั้งสองฝ่าย คือ น้ำใจบริสุทธิ์สะอาดอยู่เย็นเป็นสุข ให้มีน้ำใจรักกันหนักหน่วงดุจศิลา ถั่วงานั้นเพื่อจะเสี่ยงว่า ถ้าทั้งสองจะมีความเจริญถาวร ไปภายหน้าขอให้ถั่วงางอกงามบริบูรณ์
เถ้าแก่ทั้งสองฝ่ายวางหมอนหนุนศีรษะ เรียงให้หญิงนอนซ้ายชาย ให้นอนขวาตามคำโบราณ ทั้งสองเถ้าแก่ผัวเมียนอนก่อน พอเป็นพิธี แล้วให้ศีลให้พรตามสมควร

พิธีส่งตัว
การส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวนั้น ต้องหาฤกษ์อีกครั้งตามตำราที่เรียกว่า "วันเรียงหมอน" ได้ฤกษ์เมื่อไหร่บิดามารดา จึงส่งตัวเจ้าสาวให้ บางครั้งเจ้าบ่าวต้องนอนเฝ้าหอคนเดียวเป็นเวลาหลายวัน บางทีส่งตัวเจ้าสาวกับฤกษ์มงคลก็จะทำในวันเดียวกัน บิดามารดามารดาหรือเถ้าแก่ก็จะนำเจ้าสาว มาส่งให้เจ้าบ่าวที่เรือนหอ ในเวลายามหนึ่งหรือยามเศษ

การส่งตัวเจ้าสาวนั้น แต่โบราณประเพณี คือ เมื่อถึงวันฤกษ์ส่งตัวบิดามารดา จะสั่งสอนบุตรสาว ให้มีคารวะนบนอบยำเกรงเจ้าบ่าว แล้วให้เถ้าแก่ ๒-๓ คน พาเจ้าสาวไปส่งให้เจ้าบ่าวที่เรือนหอ เถ้าแก่ให้เจ้าสาวกราบเจ้าบ่าว แล้วคลานเลยเข้าไปอยู่ในม่าน เจ้าบ่าวทำความเคารพไหว้เถ้าแก่แล้ว เถ้าแก่ให้เจ้าบ่าวยืนมือเข้าไปในม่าน ให้เจ้าสาวยื่นมือมาจับเกี่ยวกันไว้ แสดงความหมายว่า ได้ยอมยกทั้งสองให้เป็นคู่สิทธิ์ขาดแก่กัน แล้วเถ้าแก่สอนให้เจ้าสาว กราบหมอนเจ้าบ่าวก่อน แล้วจึงนอนลงในที่เจ้าสาวก่อนเจ้าบ่าว เพื่อจะให้เป็นเคล็ดให้เจ้าบ่าวมีความยำเกรงเจ้าสาว แล้วสอนเจ้าสาวว่า เมื่อเวลาจะนอนพร้อมกัน ให้กราบเท้าเจ้าบ่าวก่อนทุกวัน จะได้เป็นศรีแก่ตนมีความเจริญไปภายหน้า เสร็จการสั่งสอนกันแล้ว เถ้าแก่ก็ออกไปนั่งพูดกับเจ้าบ่าว พูดจาฝากฝังเจ้าสาว เสร็จแล้วเถ้าแก่ก็ลาเจ้าบ่าวออกไปข้างนอก ส่วนใหญ่พิธีส่งตัวมักจะทำกันในวันรดน้ำ คือเมื่อบิดามารดาสอนเจ้าสาว แล้วก็จะพาเจ้าสาวส่งที่เรือนหอ ไม่ต้องทำพิธีเกี่ยวก้อยอย่างโบราณ

ปัจจุบันพิธีแต่งงาน มักจะรวบรัดทำทุกอย่าง ให้เสร็จภายในวันหรือสองวัน เพื่อเป็นการประหยัดทั้งเวลา คน และเงินทอง คือ จะทำการแห่ขันหมาก สวมแหวนหมั้น ทำพิธีแต่ง และรดน้ำ พร้อมส่งตัวในวันเดียว

2006/Dec/17

คำว่า บวช มาจากคำว่า บ+วช แปลว่าเว้นทั่ว คือเว้นจากกาม ในที่นี้หมายถึงการบวช เป็นสามเณร และบวชเป็นภิกษุเท่านั้น จุดมุ่งหมายในการบวชก็คือการปฏิบัต ิเพื่อรื้อออกซึ่งความเป็นทุกข์ และทำให้แจ้งในพระนฤพาน (ความดับทุกข์) อย่างไรก็ตามการบวช ได้แม้เพียงชั่วคราวก็นับว่าดี เพราะนอกจากเป็นการสืบต่อ พระศาสนาแล้ว อย่างน้อยยังเป็นเหตุให้รู้จัก ฝึกความอดทน และความเสียสละอย่างมาก อาจทำให้เข้าถึงพุทธธรรม ได้โดยใกล้ชิด

พิธีมงคลอุปสมบทหรือการบวชเป็นพระภิกษุ
ภิกษุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เมื่อเป็นพระภิกษุแล้วต้องถือศีล 227 และต้องรักษาข้อวัตรปฏิบัติอื่น ๆ อีกมาก เมื่อผู้ที่มีอายุครบกำหนดบวช และมีความประสงค์ ที่จะบวชแล้วนั้น ต้องตระเตรียม หาวันบวช และอุปัชฌาย์ หน้าที่นี้ส่วนใหญ่พ่อแม ่หรือญาติผู้ใหญ่จะเป็นผู้จัดเตรียมให้ ซึ่งในเมืองไทยนิยมบวช กันตามประเพณ ีในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา คือในราวเดือน 5 ถึงเดือน 7 ของไทย เทียบกับเดือน ของโดยสากลก็ราว ๆ เมษายนถึงเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม ส่วนใหญ่จะบวชกันราว 3 เดือน และสึกหรือลาสิกขาเมื่อพ้นจากวันออกพรรษา ในราวเดือน 11 หรือเดือนตุลาคม แต่ใครต้องการบวชต่อก็ได้

การกำหนดฤกษ์ยามนั้น พ่อแม่ต้องพาบุตรชาย ไปพบกับอุปัชฌาย์หรือท่านเจ้าอาวาส เพื่อให้ท่านตรวจวันเดือนปี เมื่อเห็นว่ามีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงกำหนดฤกษ์บวชให้ โดยการไปหาอุปปัชฌาย์ต้องนำดอกไม ้ธูปเทียนเครื่องสักการะติดมือไปด้วย ครั้นเมื่อได้กำหนดฤกษ์ยาม อันเป็นมงคลแล้ว ผู้ที่บวชก็กลับมาร่ำลาญาติมิตร แล้วไปอยู่วัดเพื่อเตรียมฝีกท่องคำขานนาค และฝึกซ้อมเกี่ยวกับพิธีบวช ในช่วงที่มาอยู่วัดนี้ ชาวบ้านจะเรียกผู้เตรียมตัวว่า "นาค" หรือ "พ่อนาค"

การขอขมาลาญาติมิตร
เพื่อเข้าอุปสมบท คือผู้ที่จะบวชต้องนำดอกไม้ธูปเทียน ไปลาญาติพี่น้องและผู้ใหญ่ ซึ่งตนเคารพนับถือ เป็นการแสดงความเคารพ และขอขมาอโหสิกรรม ในสิ่งที่ตนเคยล่วงเกิน ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง และในวันสุกดิบ หรือก่อนที่จะนำนาคไปทำพิธีที่วัด ก็จัดให้มีพิธีขอขมาและลาญาติมิตร เพราะความสะดวก เนื่องจากทุกคนมารวมอยู่ ณ ที่เดียวกัน โดยเมื่อผู้ขอขมากล่าวคำขอขมาว่า " กรรมหนึ่งใด ที่ข้าพเจ้าเคยผิดพลาดล่วงเกิน ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้า และลับหลัง ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วย" ผู้ขอขมาต้องกล่าว "อโหสิ" ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้นาคเกิดความ สบายใจ

เครื่องอัฐบริขาร และสิ่งที่ต้องจัดหา
อัฐบริขาร และเครื่องใช้อื่น ๆ ที่จำเป็นและควรจัดหามา คือ
1.
ไตรครอง 1 ชุด ประกอบด้วย อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก อันตรวาสก คือ ผ้าสบงสำหรับนุ่ง อุตราสงค์ คือผ้าจีวรสำหรับห่ม สังฆาฏิคือผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่าเวลาห่มดองซึ่งเป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ

กายพันธน์ นั้นคือ ผ้าประคดเอว ผ้าอังสะ คือผ้าสีเหลือง ลักษระคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย พระจะใช้เมื่ออยู่วัดตามลำพัง ผ้ารัดอก ใช้รัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ ใช้รองกราบและ เมื่อรับของที่ผู้หญิงประเคนถวาย
2. ไตรอาศัย 1 ชุด คือไตรสำรองมีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน

3. บาตร 1 ชุด พร้อมทั้งเชิงรองหรือที่ตั้งบาตร ฝาบาตร ถลกบาตร และสายโยง ถุงตะเคียวหรือตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับสะพาย
4. มีดโกน พร้อมทั้งหินลับมีดโกน
5. เข็มเย็บผ้า พร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย 6. เครื่องกรองน้ำ (ธมกรก)
7. เสื่อ ที่นอน หมอนมุ้ง ผ้าห่มนอน 8. จีวร สบง อังสะ ผ้าอาบ (อาศัย)
9. ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า 10. โคมไฟฟ้า ไฟฉาย นาฬิกา
11. สำรับ หรือ ปิ่นโตคาว หวาน จานข้าว ช้อนส้อม ผ้าเช็ดมือ
12. ที่ต้มน้ำ การต้มน้ำ ป้านพร้อมทั้งถ้วย เหยือกน้ำ และแก้วน้ำ กระติกน้ำแข็ง กระติกน้ำร้อน
13. กระโถนบ้วน กระโถนถ่าย
14. ขันอาบน้ำ สบู่และกล่องสบู่ แปรงและยาสีฟัน ผ้าขนหนู กระดาษชำระ
15. สันถัต (อาสนะ)
16. หีบไม้หรือกระเป๋าหนังสำหรับเก็บไตรครอง
สิ่งจำเป็นนั้นคืออัฐบริขารมีทั้งหมด 8 อย่าง คือ บาตร จีวร สบง สังฆาฏิ ผ้าประคดเอว หม้อกรองน้ำ กล่องเข็ม พร้อมด้าย มีดโกน และหินลับมีด นอกเหนือจากนั้น มีความจำเป็นลดน้อยลง แล้วแต่กำลังของเจ้าภาพจะจัดหามาได้